📣📣อยากท้อง รู้จักฮอร์โมนเหล่านี้แล้วหรือยัง?

📣📣อยากท้อง รู้จักฮอร์โมนเหล่านี้แล้วหรือยัง?
8 ฮอร์โมนสตรีที่คนอยากท้องต้องรู้
ศึกษาความรู้เพิ่มเติม คลิ๊ก https://www.babyandmom.co.th/fertility-supplements
ฮอร์โมน คือ สารเคมีชนิดหนึ่งที่ร่างกายของมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อสื่อสารและทำหน้าที่ร่วมกันกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยฮอร์โมนจะหลั่งออกมาจากต่อมไร้ท่อและซึมเข้าสู่เส้นเลือด จากนั้นจะอาศัยระบบการไหลเวียนของกระแสเลือด ส่งต่อไปยังเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ เมื่อฮอร์โมนไปถึงอวัยวะที่เป็นเป้าหมาย ก็จะทำหน้าที่เพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกติ
➡️ ฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์
ฮอร์โมนชนิดที่แตกต่างกันจะส่งผลแตกต่างกัน และมีฮอร์โมนแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ส่งผลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่ที่วางแผนท้องควรที่จะทำความรู้จักกับฮอร์โมนเหล่านี้และทำความเข้าใจว่ามันจะส่งผลอย่างไรกับคุณแม่ที่อยากจะตั้งครรภ์ค่ะ
💕 FSH “ฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่”
👉 Follicle-Stimulating (FSH) หรือฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญของไข่ (Follicle Stimulating Hormone) เป็นฮอร์โมนที่มีผลโดยตรงต่อวงจรรอบเดือน จึงเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญสำหรับการตั้งครรภ์
หากมีระดับ FSH ต่ำเกินไป (มักจะพบในผู้หญิงที่มีอาการของโรค Polycystic Ovarian Syndrome หรือ PCOS) หรือสูงเกินไป (ในขณะที่อาจจะเห็นในผู้หญิงที่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด) จะสามารถทำให้เป็นผู้มีบุตรยากได้
“FSH ระดับปกติ” สำหรับผู้หญิงโดยทั่วไปจะไม่เกิน 10mIU/ml และระดับของ FSH ในร่างกายของคุณ จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับรังไข่สำรองที่คุณมีอยู่ (ovarial reserve รวมถึงคุณภาพและจำนวนของไข่ที่เหลืออยู่) ซึ่งทำให้การตรวจวัดระดับ FSH สามารถนำมาใช้ทำนายได้ว่าคุณมีภาวะเจริญพันธุ์อยู่ในระดับใด (ความสามารถในการตั้งครรภ์)
เมื่อคุณมีจำนวณไข่ลดน้อยลง และคุณภาพของไข่เสื่อมลง ร่างกายของคุณจะพยายามผลิต FSH ออกมามากขึ้นเพื่อเป็นชดเชยและจะได้กระตุ้นให้ follicle มีการเจริญมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง หากพบว่ามีระดับ FSH สูงอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว การมี FSH ในระดับต่ำเกินไปอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้วงจรรอบเดือนหยุดชะงักไปได้
สรุปง่ายๆ การตรวจ FSH คือการ เช็คฮอร์โมนการทำงานของรังไข่ ซึ่งหากตัวเลขยิ่งสูงแปลว่าการทำงานของรังไข่ยิ่งเสื่อมสภาพ สามารถตรวจสอบโดยการเจาะเลือดตอนช่วงมีประจำเดือน 1-3 วันแรกค่ะ
💕 LH “ฮอร์โมนไข่ตก”
👉 Luteinizing Hormone (LH) เป็นฮอร์โมนที่ปล่อยไข่ให้ตก พร้อมสำหรับการปฏิสนธิ (มักเรียกกันว่า “ฮอร์โมนไข่ตก”) ฮอร์โมนลูทิไนซิง (Luteinizing hormone: LH) เป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นจากต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) โดยฮอร์โมนลูทิไนซิงจะทำหน้าที่กระตุ้นไข่ในเพศหญิง หากไม่มีฮอร์โมนดังกล่าวมนุษย์คนนั้นๆ จะไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ ฮอร์โมนลูทิไนซิงในเพศหญิงจะหลั่งออกมาในช่วงที่จะมีการตกไข่ ซึ่งจะมีผลทำให้รังไข่ปล่อยไข่ออกมาเพื่อรอการผสมพันธุ์
💕 AMH “ฮอร์โมนบอกจำนวนไข่ตั้งต้น”
👉 Anti-Mullerian Hormone (AMH) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากฟองไข่ในรังไข่ ปริมาณของฮอร์โมนจึงสัมพันธ์กับปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในรังไข่ของผู้หญิง และเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณมีจำนวนฟองไข่ตั้งตนมากหรือน้อย การตรวจฮอร์โมนชนิดนี้จะทำให้ทราบว่าร่างกายเหลือปริมาณไข่อยู่มากน้อยเพียงใด และมีการตอบสนองต่อการกระตุ้นไข่ดีหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์คิดค้นหาวิธีที่จะช่วยให้คู่สามีภรรยา สามารถวางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นการตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนแอนตี้มูลเลอเรียน (Anti- Müllerian Hormone) หรือ AMH จัดเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับใช้เป็นแนวทางในการวางแผนสำหรับการมีบุตร โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก
💕 HCG “ฮอร์โมนตั้งครรภ์”
👉 Human Chrorionic Gonardotropin (HCG) คือฮอร์โมนที่ตรวจพบได้เมื่อตั้งครรภ์ ซึ่งผลิตจากเนื้อเยื่อรกและการฝังตัวในมดลูกของตัวอ่อน ผู้หญิงจะรับรู้ภาวะตั้งครรภ์จากผลบวกของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่บ้าน ซึ่งจะวัดระดับฮอร์โมนHCG ในปัสสาวะ ระดับฮอร์โมนนี้จะเพิ่มเป็น 2 เท่า ทุก 2-3 วัน เพื่อเป็นการยืนยันภาวะตั้งครรภ์ ถ้าระดับฮอร์โมนตัวนี้ต่ำลงเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น อาจส่งผลให้เกิดภาวะแท้งได้
💕 Progesterone “ฮอร์โมนเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์”
👉 Progesterone โปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะสูงขึ้นในช่วงที่จะตั้งครรภ์หรือมีรอบเดือน เตรียมพร้อมที่จะให้ไข่ที่ได้รับจากสเปิร์มแล้วมาฝังตัว โปรเจสเตอโรนสามารถหลั่งได้จากรังไข่และต่อมหมวกไต ฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ในช่วงที่มีรอบเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกจะหนาขึ้นเตรียมพร้อมกับการฝังตัวของตัวอ่อนในการตั้งครรภ์ ถ้าไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อนระดับโปรเจสเตอโรนจะลดลง เยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ถ้ามีการตั้งครรภ์โปรเจสเตอโรนจะยังคงระดับสูง รักษาไม่ให้มดลูกบีบตัวและยังสูงตลอดการตั้งครรภ์ หลายครั้งที่ผู้หญิงต้องเผชิญอาการ เช่น แท้งคุกคามนั้นเกิดจากตอนที่ฮอร์โมน Progesterone ดิ่งลงต่ำนั่นเอง
💕 TSH “ฮอร์โมนไทรอยด์”
👉 TSH ฮอร์โมนไทรอยด์ ผู้หญิงบางคนอาจจะไม่รู้ ว่าฮอร์โมน Thyroid เป็นฮอร์โมนสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คุณตั้งท้องได้เพราะ ต่อม Thyroid อวัยวะสืบพันธ์ของเพศหญิง และ ต่อม Adrenal นั้นเชื่อมต่อกันอยู่ ถ้ามีสิ่งผิดปกติไม่ว่าจะกับส่วนไหนก็ตาม การตั้งครรภ์อาจจะยากมาก
ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์สูงกว่าปกติ และภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสตรีตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ และในขณะที่ตั้งครรภ์ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่องกับทารกในครรภ์ด้วย ในเรื่องของการมีบุตรก็ส่งผลกระทบด้วยทำให้มีบุตรยากขึ้น โดยปกติแพทย์ผู้ดูแลเมื่อพบภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนที่ผิดปกติ จะต้องมีการควบคุมภาวะเหล่านี้ให้เป็นปกติก่อนที่จะให้ผู้ป่วยตั้งครรภ์ได้ และติดตามต่อเนื่องระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อมารดาที่ตั้งครรภ์และกับทารกในครรภ์ด้วย
💕 Prolactin “ฮอร์โมนน้ำนม”
👉 Prolactin โปรแลคติน คือ ฮอร์โมนน้ำนม ฮอร์โมนตัวนี้เป็น ฮอร์โมนที่จะจัดการการผลิตนม เตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับตอนคลอด แต่มันยังมีหน้าที่ในการทำให้ประจำเดือนมาอย่างปกติอีกด้วย หากมีฮอร์โมนโปรแลคตินสูงจะยับยั้งวงจรการตกไข่และทำให้ประจำเดือนไม่มา หากผู้หญิงคนใดตรวจพบฮอร์มนตัวนี้ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งครรภ์ เช่นพบว่ามีน้ำนมออกมาทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งท้องแสดงว่า แสดงว่ามีฮอร์โมนโปรแลคตินสูงเกินไปในเวลาที่ไม่เหมาะสมจะทำให้วงจรการตกไข่ถูกขัดขวาง ส่งผลต่อการมีบุตรยาก
💕 Estrogen “ฮอร์โมนเพศหญิง”
👉Estrogen เอสโตรเจน คือ ฮอร์โมนเพศหญิง ผลิตจากรังไข่ และทำให้ลักษณะร่างกายของผู้หญิงมีการเติบโต มีความเป็นผู้หญิงมากขึ้นเช่น สะโพกผาย มีหน้าอก และมีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ผิวตึง มีเสียงแหลม ฯลฯ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่ ถุงไข่ และไข่อ่อน เกี่ยวเนื่องกับการมีประจำเดือน การผลิตไข่และการตกไข่ ช่วยให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น กระตุ้นเซลล์บริเวณปากมดลูกและช่องคลอดให้หลั่งน้ำเมือกหรือมูกตกไข่ที่ใส ไม่เหนียว และมีปริมาณมาก เพื่อช่วยในการเคลื่อนที่ของอสุจิไปยังมดลูกและปีกมดลูก
ถ้าหากเอสโตรเจนลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือนในช่วงวัย 45-50 ปี มีความเสี่ยงที่กระดูกจะบางมากขึ้น เพราะมวลกระดูกลดลง กล้ามเนื้อไม่ค่อยแข็งแรง และมีภาวะของการหมดประจำเดือน เช่น ร้อนวูบวาบตามตัว
🔴 การตรวจฮอร์โมนทำอย่างไร
ปกติแล้ววิธีการตรวจฮอร์โมนจะมีอยู่ด้วยกันสองแบบ แบบแรกคือ คุณหมอจะสั่งให้ตรวจ โดยการเจาะเลือด และ ส่งเลือดไปตรวจที่แลป หรือแบบที่สองคุณอาจจะใช้เครื่องตรวจด้วยตัวเองก็ได้ เช่น การตรวจ LH, HCG แต่แนะนำว่าไปหาคุณหมอเพื่อตรวจ ก่อนเข้ากระบวนการทางการแพทย์ เช่นการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก หรือการทำเด็กหลอดแก้วจะเป็นการประเมินความสำเร็จได้อย่างดีและปลอดภัยที่สุด
Cr.Honestdocs
#ครูก้อย -BabyandMom.co.th –

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *