📣📣 มีลูกยาก กินยากระตุ้นไข่ตก ใช้เวลานานแค่ไหน? จึงจะได้ผล?

📣📣 มีลูกยาก กินยากระตุ้นไข่ตก ใช้เวลานานแค่ไหน? จึงจะได้ผล?
ศึกษาความรู้เพิ่มเติม คลิ๊ก www.babyandmom.co.th
.
การใช้ #ยากินกระตุ้นให้มีการตกไข่ นั้น เป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ธรรมชาติมากที่สุด โดยฤทธิ์ของยากระตุ้นไข่นั้นทำให้มีการตกไข่ได้
ส่วนใหญ่จะได้ไข่โตเต็มที่หนึ่งใบ บางรายอาจได้มากกว่าหนึ่งใบได้ แต่โดยทั่วไปมักจะได้ไข่ไม่เกิน 5 ใบ
ยกเว้นผู้ป่วยมีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังอยู่แต่แรกอยู่แล้ว ทำให้ตอบสนองยามากกว่าปกติ และอาจะมีไข่ได้มากกว่า 5 ใบได้
.
ราว 25% ของผู้หญิงที่ตั้งท้องยาก มีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาของเซลล์ไข่และการปล่อยไข่สุกให้ตกออกมา เรียกง่ายๆ ว่า ไม่ตกไข่ แพทย์จะสั่งยาเม็ดรับประทาน เพื่อกระตุ้นการตกไข่ในผู้หญิงที่ไม่มีไข่ตกหรือตกไข่ไม่สม่ำเสมอ แต่ฝ่ายชายแข็งแรงดีไม่เป็นหมัน
ในช่วงครึ่งแรกของรอบประจำเดือน ต่อมไฮโปทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า gonadotropin-releasing hormone (GnRH) ออกมา ถ้าน้อยหรือมากเกินไป ก็จะมีผลทำให้ฟอลลิเคิลหรือถุงไข่ไม่พัฒนาไปตามปกติ การตกไข่จึงไม่เกิดขึ้น ตัวยาจะทำหน้าที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน GnRH เพื่อให้มีการตกไข่เกิดขึ้น
.
ไปหาหมอนะครับ เพื่อขอคำปรึกษาในเรื่องนี้ โดยทั่วไปแพทย์จะให้การตรวจรักษาและคำแนะนำอื่นๆที่ช่วยให้คุณมีลูกได้ง่ายขึ้น หากมีการจ่ายยาดังที่เล่ามา
คุณหมอเค้าจะแนะนำให้ใช้ยากินกระตุ้นไข่น้้น เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ตรวจหาสาเหตุแล้วพบว่ามีแต่ปัญหาเรื่องของไข่ไม่ตก หรือมีปัญหาเรื่องของไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ร่วมกับอายุน้อยกว่า 40 ปี โดยไม่พบว่ามีปัญหาอย่างอื่นๆร่วมด้วยเช่นปัญหาน้ำเชื้ออ่อน หรือมีท่อนำไข่อุดตัน หรือมีพังผืดในช่องท้อง หรือมีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
.
มีหลายตัวนะครับ ตามไปดูที่เภสัชกรเคยเขียนไว้แล้วในตอนก่อนๆ แต่ในที่นี้จะมาเล่าแค่สองประเภทที่ใช้บ่อยๆ
ตัวแรกชื่อยา #clomiphene citrate เป็นยากระตุ้นไข่ดังเดิมที่ใช้กันมานาน เรามักจะเริ่มให้ยากินวันที่สองหรือวันที่สามของรอบเดือนนาน 5 วัน โดยเริ่มจากวันละ 1 หรือ 2 เม็ด หลังกินยา เราสามารถตรวจสอบการตอบสนองยาได้จากการตรวจอัลตราซาวด์เพือดูขนาดของไข่ประมาณวันที่สิบสองของรอบเดือนและสามารถกำหนดวันที่ไข่ตกได้อย่างคร่าวๆได้ การใช้ยาควรใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 รอบประจำเดือน (ไม่จำเป็นต้องใช้ติดต่อกันทุกเดือน) จึงจะบอกได้ว่ายานั้นไม่ได้ผลในการทำให้เกิดการตั้งครรภ์ และแนะนำให้เปลี่ยนแนวทางการรักษาหลังการใช้ยาแล้ว 6 รอบเดือน
.
ตัวยาตัวที่สองชื่อยา #Letrozole เป็นยากระตุ้นไข่ตัวใหม่ ซึ่งมีข้อดีกว่าตัวเดิมในแง่ของการเจริญพัฒนาของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยยา clomiphene citrate อาจทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกช่วงกึ่งกลางรอบเดือนบางเกินไปทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งพบได้หนึ่งในสาม ส่วนยา Letrozole ไม่มีผลต่อการเจริญพัฒนาของเยื่อบุโพรงมดลูก อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมโอกาสการตั้งครรภ์จากการใช้ยาทั้งสองนั้นไม่แตกต่างกัน
.
1. การใช้ยาทั้งสองตัวนี้ในกลุ่มที่อายุน้อยและมีแต่ปัญหาเรื่องไข่ไม่ตก ทำให้เกิดการตกไข่ได้ดีประมาณ 60-80%
2. ในรายที่พบว่าใช้ยากระตุ้นไข่ตกได้ผลดี โอกาสตั้งท้องอยู่ที่ 15% ในหนึ่งรอบ
3. 45% ของผู้หญิงที่ตอบสนองต่อยาตัวนี้ สามารถตั้งท้องได้ภายใน 6 รอบการรักษา
6 รอบ คือ เวลาที่เพียงพอสำหรับการใช้ยากระตุ้นไข่ตก และตั้งท้องได้ ที่จริงแล้วจากสถิติ พบว่าผู้หญิงที่ใช้ยาตัวนี้แล้วท้อง ราว 71-88% 3 ท้องได้ภายในสามรอบการรักษา
4. โอกาสในการตั้งครรภ์แฝดมีเพียงแค่ 5% ของกลุ่มที่ตั้งครรภ์เท่าน้ัน
หลังจากน้ันมีโอกาสการตั้งครรภ์ที่น้อยมาก จึงควรเปลี่ยนวิธีการรักษาหลังจาก 6 เดือนของการใช้ยา
ดังนั้น ไม่ใช่ว่าได้ผลชัวร์ๆนะครับ มีองค์ประกอบอื่นมากมายในการมีลูก ยาเป็นแค่ส่วนหนึ่งในขบวนการรักษาเท่านั้น ให้คุณมีโอกาสได้มีลูก
.
ประมาณ 5-10% ของคนที่ใช้ยาท้ังสองตัวนี้จะได้รับผลข้างเคียงของยา?ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการที่ไม่รุนแรง เข่น ภาวะร้อนวูบวาบ คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดศีรษะ
ส่วนโอกาสที่ยาจะทำให้เกิดภาวะบวมน้ำจากการกระตุ้นไข่ (ovarian hyperstimulation syndrome) น้ันมีน้อยมาก เนื่องจากยาทั้งสองตัวนี้มักกระตุ้นให้มีไข่ได้ไม่เกิน 1-3 ใบ ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังมาก่อน ทำให้มีการตอบสนองยาแบบมากกว่าปกติได้
.
ถามเภสัชกรแบบนี้ ขอตอบว่าการหาสาเหตุของปัญหาการมีลูกยากและเลือกแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมต้องอาศัยความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ น่าจะดีที่สุดครับ
.
Cr. medicinenet
webmd
Guruobgyn
rxlist
ncbi.nlm
.
#ครูก้อย – #BabyandMom.co.th –

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *