📣📣 7 ถั่ว เพื่อสุขภาพ และการเจริญพันธุ์

📣📣 7 ถั่ว เพื่อสุขภาพ และการเจริญพันธุ์

ศึกษาความรู้เพิ่มเติม คลิ๊ก www.babyandmom.co.th
สั่งซื้อสินค้าได้ที่ Line : http://bit.ly/2Sj6CZR

🥜 อัลมอนด์
.
ประโยชน์ของอัลมอนด์ต่อสุขภาพนั้นมีการพิสูจน์ให้เห็นในงานวิจัยหลายชิ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ควรรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนผู้ที่คาดหวังคุณประโยชน์ทางสุขภาพจากอัลมอนด์ ควรเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม ดังนี้
.
🎯 ควรรับประทานอัลมอนด์วันละประมาณ 1 กำมือ หรือ 24 เมล็ด โดยไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพื่อให้ได้รับพลังงาน กรดไขมันไม่อิ่มตัว เส้นใยอาหาร และโปรตีน ในปริมาณที่เหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ
.
🎯 รับประทานอัลมอนด์เป็นอาหารว่างแทนขนมเค้ก คุ้กกี้ มันฝรั่งทอดกรอบ หรือของหวานและของกินเล่นอื่น ๆ ที่มีไขมันและน้ำตาลสูงแต่ให้คุณค่าทางสารอาหารน้อย หรือจะรับประทานอัลมอนด์ร่วมกับของกินเล่นอื่นก็ได้ เพื่อให้ได้รับพลังงานพอดีกับความต้องการของร่างกาย
.
🎯 เลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหรือทำจากอัลมอนด์ เช่น นมอัลมอนด์ โยเกิร์ตผสมอัลมอนด์ หรือนำอัลมอนด์บดเช๊คกับโปรตีนเสริมอาหาร เป็นต้น
.
🎯 โรยอัลมอนด์ในอาหารเช้าซีเรียล หรือโยเกิร์ต เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร
.
🎯 อัลมอนด์อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี วิตามินอี แมกนีเซียม เส้นใยอาหาร และกรดอะมิโนที่จำเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมีทองแดง วิตามินบีรวม แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และไขมัน
.
🎯 พัฒนาหน่วยความจำและพลังสมอง👍👍👩‍🎓👩‍🍳
อัลมอนด์ถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารสมองที่ดีที่สุด วิตามินอีในอัลมอนด์จะช่วยป้องกันการเสื่อมถอยของกระบวนการรับรู้ กระตุ้นการตื่นตัว และรักษาประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยความจำ ขณะเดียวกันอัลมอนด์ก็เป็นแหล่งชั้นดีของสังกะสีซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จะปกป้องเซลล์สมองจากการถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ นอกจากนี้วิตามินบี-6 ในอัลมอนด์จะช่วยในการเผาผลาญโปรตีนซึ่งสิ่งนี้เองจำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์สมอง หากต้องการเพิ่มหน่วยความจำและกระตุ้นจิตใจ คุณควรรับประทานอัลมอนด์หนึ่งกำมือทุกวัน
.
🎯 การลดน้ำหนัก🤗
อัลมอนด์มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักเนื่องจากความหนาแน่นของสารอาหาร ทั้งเส้นใยอาหาร โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอัลมอนด์จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มและมีพลังงาน คุณจะมีความอยากอาหารน้อยลงซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการรับประทานมากเกินไป นอกจากนี้อัลมอนด์ยังอุดมไปด้วยวิตามินบีรวมและสังกะสีซึ่งจะช่วยหยุดความอยากน้ำตาลได้ด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานอัลมอนด์ปริมาณ 1.5 ออนซ์ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ น้ำหนักตัวของพวกเขาจะไม่เพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นถือได้ว่าอัลมอนด์เป็นอาหารว่างที่ดีที่สุดสำหรับการลดน้ำหนัก
.
🎯 ความพิการของทารกแรกเกิด💑
หากคุณตั้งครรภ์อย่าลืมใส่อัลมอนด์ลงไปในอาหารของคุณด้วยเพื่อช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการอย่างเหมาะสมและลดโอกาสเกิดความพิการแต่กำเนิดซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กอย่างมหาศาล คุณควรรับประทานอัลมอนด์เนื่องจากพวกมันสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความพิการในทารกแรกเกิดได้ กรดโฟลิคที่มีปริมาณสูงในอัลมอนด์จะช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่แข็งแรงและเนื้อเยื่อซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ กรดโฟลิคจะช่วยลดความพิการทางสมอง (NTDs) ซึ่งรวมถึงความบกพร่องของกระดูกไขสันหลังและภาวะทารกไร้กระโหลกศีรษะด้วย
.
🎯 เสริมสร้างกระดูก🤰💪
อัลมอนด์อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสกับแคลเซียมซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการรักษาสุขภาพของกระดูก นอกจากนี้อัลมอนด์ยังเต็มไปด้วยแมกนีเซียม แมงกานีส และโพแทสเซียมซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและมีสุขภาพดี ยิ่งไปกว่านั้นอัลมอนด์ยังช่วยลดปริมาณของสารอนุมูลอิสระในร่างกายซึ่งจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนที่เกี่ยวข้องกับอายุ ทางที่ดีคุณควรพยายามรับประทานอัลมอนด์ นมอัลมอนด์ หรือเนยถั่วอัลมอนด์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารเพื่อบำรุงกระดูกและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน ที่สำคัญการนวดด้วยน้ำมันอัลมอนด์อุ่นๆจะช่วยเสริมสร้างกระดูกของเด็กทารกให้แข็งแรงได้อีกด้วย
🎯ลดคอเลสเตอรอล
การรับประทานอัลมอนด์ยังช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL และลดไขมันเลว (LDL)
.
🎯 ต้านอนุมูลอิสระ 😍😍😍
อัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามินอี แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งช่วยให้ออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไหลเวียนในเลือดได้ดี

🥜 วอลนัท
วอลนัทเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย ทั้งใยอาหาร ไขมันดี เกลือแร่ และวิตามิน
นอกจากนี้ วอลนัทยังเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและโอเมก้า 3 ด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ดังนี้
.
🎯 สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารที่ช่วยป้องกันหรือยับยั้งความเสียหายของเซลล์ที่เกิดขึ้นจากสารอนุมูลอิสระอันเป็นปัจจัยก่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือด เป็นต้น โดยวอลนัทประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด อย่างวิตามินอี เมลาโทนิน และพอลีฟีนอล ซึ่งพบสารเหล่านี้ได้มากในเยื่อหุ้มเมล็ด และยังมีงานวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีวอลนัทเป็นส่วนผสมหลักอาจช่วยป้องกันอันตรายจากไขมันคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีได้ด้วย
.
🎯 กรดไขมันโอเมก้า 3 วอลนัทมีกรดลิโนเลนิก (Alpha Linolenic Acid: ALA) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนสาร ALA ที่กินเข้าไปให้กลายเป็นโอเมก้า 3อันเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายและลดความเสี่ยงของโรคบางชนิดด้วย ในวอทนัท 28 กรัม อาจมี ALA มากถึง 2.5 กรัม ซึ่งถือว่ามีปริมาณค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับถั่วชนิดอื่น ทั้งนี้ ผู้ชายควรได้รับ ALA วันละ 1.6 กรัม ส่วนผู้หญิงควรได้รับ ALA วันละ 1.1 กรัม โดยในปัจจุบันมีงานวิจัยที่พบว่าการกินอาหารที่มี ALA ในปริมาณพอเหมาะอาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
จากข้อมูลต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับวอลนัท หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคถั่วชนิดนี้อาจช่วยป้องกันหรือรักษาโรคและอาการผิดปกติบางอย่างได้ อย่างโรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง อีกทั้งอาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย

🥜 พิทาชิโอ้
ถั่วพิสตาชิโอจัดเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ โดยถั่วนี้ปริมาณ 28 กรัมจะให้พลังงานเพียง 156 แคลอรี่ และยังประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ดังนี้
.
🎯 โปรตีน ถั่วชนิดนี้มีโปรตีนค่อนข้างสูง โดยถั่วพิสตาชิโอ 28 กรัมจะมีโปรตีนถึง 6 กรัม ซึ่งคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักทั้งหมด อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนจำเป็นและกรดอะมิโนกึ่งจำเป็นในปริมาณสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ หนึ่งในนั้น คือ แอลอาร์จินีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือดและทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น
.
🎯 แร่ธาตุและวิตามิน ถั่วพิสตาชิโอประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และทองแดง ซึ่งช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นแหล่งของวิตามินบี 6 ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน เช่น ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด หรือควบคุมการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เป็นต้น
.
🎯 สารต้านอนุมูลอิสระ ถั่วพิสตาชิโออุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งช่วยป้องกันหรือยับยั้งความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระอันเป็นปัจจัยก่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น โดยสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในถั่วชนิดนี้ ได้แก่ ลูทีน และซีแซนทิน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา รวมถึงสารโพลีฟีนอลและโทโคฟีรอล ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยที่พบด้วยว่าร่างกายสามารถนำสารต้านอนุมูลอิสระในถั่วพิสตาชิโอไปใช้ได้ง่าย เพราะสารดังกล่าวถูกดูดซึมได้ดีในทางเดินอาหาร

🥜 ชิกพี
🎯 เป็นยาช่วยกระตุ้นสมรรถภาพ เพราะ ถั่วชิกพี ประกอบด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่าง แมงกานีส ซึ่งหากเทียบดูแล้ว ถั่วลูกไก่ 1 ถ้วยตวง จะมีแร่ธาตุแมงกานีส สูงถึง 85% ที่ร่างกายต้องการต่อวัน โดยแมงกานีสสามารถช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดีในวัยเจริญพันธุ์และช่วยให้ประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ทำงานได้ตามปกติ
.
🎯 ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ สำหรับผู้ที่มีปัญหาในด้านโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ถั่วลูกไก่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยใยอาหารที่สำคัญอย่าง ใยอาหารชนิดละลายน้ำ (Soluble Fiber) ที่ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งในถั่วลูกไก่ เพียง 100 กรัม จะมีใยอาหารมากกว่า 40% ของค่าเฉลี่ยที่ร่างกายต้องการต่อวัน
.
🎯 ช่วยบำรุงประสาท ลดความเสี่ยงการเกิดอัลไซเมอร์นอกจากอุดมไปด้วยใยอาหารและแร่ธาตุที่สำคัญแล้ว ถั่วลูกไก่ยังบำรุงระบบประสาทได้อีกด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซิงค์ ฟอสฟอรัส และวิตามิน B1 B2 B5 และ B6 อีกทั้งมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาทในเรื่องส่วนของความจำ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์คินสัน
.
🎯 ป้องกันอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ นอกจากจะมีใย Soluble Fiber ถั่วลูกไก่ยังอุดมไปด้วยใยอาหารอย่าง Insoluble Fiber เส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่จะพองตัวได้ในน้ำเหมือนฟองน้ำ ใยอาหาร ช่วยเพิ่มกากอาหาร ทำความสะอาดทางเดินอาหาร เมื่อกินเข้าไปแล้วจึงรู้สึกอิ่ม โดยเส้นใยชนิดนี้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะไม่สามารถย่อยได้ จึงช่วยเพิ่มเนื้ออุจจาระ ลดปัญหาอาการท้องผูก และช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

🥜 ถั่วดำ
🎯 ประโยชน์ของถั่วดำช่วยป้องกันโรค หลักๆ เลยก็คือ เนื่องจากถั่วดำเป็นพืชให้โปรตีนที่มีไฟเบอร์สูงจึงช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันอาการท้องผูก มีส่วนช่วยในการขับของเหลวออกจากร่างกายจึงป้องกันไตเสื่อม และถั่วดำเป็นพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวจึงป้องกันมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะหรือส่วนของลำไส้
.
🎯 ประโยชน์ของถั่วดำช่วยรักษาโรค ถั่วดำมีสรรพคุณในการรักษาอาการร้อนใน บวมน้ำ มีวิตามินบีที่รักษาไม่ให้เป็นพวกเหน็บชา อีกทั้งยังช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารผู้หญิงกินเป็นประจำแล้วจะดี เนื่องจากป้องกันและลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ดีต่อฮอร์โมนเพศหญิง
.
🎯 ประโยชน์ของถั่วดำช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ระบบเลือดเพราะมีธาตุเหล็กสูง รวมถึงขจัดพิษในตัวเนื่องจากมีแคลเซียมสูงจึงช่วยในเรื่องของกระดูกและฟันให้แข็งแรง เรื่องสมองและความดันก็ช่วย ดูเหมือนว่า สรรพคุณ และประโยชน์ของถั่วดำนี้ จะมีมากเกินบรรยาย

🥜 ถั่วอะซูกิ
ถั่วอะซูกิปลูกในเมืองไทยจะเป็นถั่วชนิดเดียวกับสายพันธุ์ที่ปลูกในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมีเมล็ดเล็ก สีแดงสด ถั่วอะซูกิอุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ซึ่งมีส่วนประกอบของ กรดอะมีโนหลายชนิด ได้แก่ Lysine, Methionine, Crysteine, Phenyla lanine, Lyrosine และ Tryptophan ส่วนไขมันเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน และไขมันอิ่มตัวปริมาณ 0.191 กรัม ในถั่วอะซูกิ ยังมีสาร Omega-3 อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, A, K และแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และสังกะสี เป็นต้น
.
ในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีนิยมนำถั่วอะซูกิมาใช้ทำเป็นขนมหลายประเภท เช่นโดรายากิ ราดน้ำแข็งใสบิงซู ซูปถั่วแดง
ถั่วอะซูกิมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและช่วย บำรุงระบบประสาท และช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
.
ในเมืองไทยได้มีการนำสูตรการทำถั่วแดงกวนญี่ปุ่นจากมาผลิตให้รสชาติแบบต้นตำหรับในแบรนด์ของ Wagashi เป็นเจ้าแรก ในเชิงพาณิชย์ โดยสามารถนำไปรับประทานหรือนำไปใช้ประกอบเป็นขนมหรืออาหารได้ทันที โดยมีทั้งแบบหยาบและละเอียดจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา

🥜 ถั่วหรั่ง
คุณค่าทางโภชนาการของถั่วหรั่ง
🔹 มีคาร์โบไฮเดรต 55-72 เปอร์เซ็นต์
🔹 น้ำมัน 6 – 7 เปอร์เซ็นต์
🔹 มีโปรตีน 18 – 21 เปอร์เซ็นต์
🔹 มี “สารเมทไธโอนีน” (methionine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากการรับประทานอาหารเท่านั้น
• มี “เมทไธโอนีน” ทำหน้าที่เป็นบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในตับ จับกับโลหะหนักที่เป็นพิษต่อตับได้ดี
🔹 ช่วยลดปฏิกิริยาการทำลายเนื้อตับของยาหลายชนิด
🔹 ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า
🔹 มีบทบาทในการสังเคราะห์ L- carnitine ซึ่งช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทำให้ลดความอ้วนได้

งานวิจัยของ ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบสารสกัด “ถั่วหรั่ง” ลดสร้างเมลานิน ต้านสารอนุมูลอิสระ สร้างคอลลาเจน โดยสารสกัดของถั่วหรั่ง มีฤทธิ์ที่ดีกว่าสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไป (antioxidant) เช่น วิตามินซีและวิตามินอี จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทำลายดีเอ็นเอในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ ลดการทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวหนังของสารอนุมูลอิสระที่พบในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้สามารถลดริ้วรอยและการแก่ก่อนวัยได้ นอกจากนี้จะช่วยลดความหมองคล้ำ ฝ้า กระ และรอยจุดด่างดำ ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *