📣📣4 ข้อดี ที่คุณหมอแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง

📣📣4 ข้อดี ที่คุณหมอแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง
ศึกษาขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูก
.
การย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer)
การย้ายตัวอ่อนจะทำหลังจากเก็บเซลล์ไข่และปฎิสนธิกับสเปิร์มเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะสามารถย้ายได้ตั้งแต่ตัวอ่อนระยะวันที่ 2 ถึงวันที่ 5 ขึ้นกับข้อบ่งชี้ในแต่ละราย ซึ่งเป็นการย้ายตัวอ่อนรอบสด (Fresh ET) แต่ในรายที่ไม่สามารถย้ายได้ในรอบสด เช่น มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ OHSS, รอผลตรวจโครโมโซมตัวอ่อน หรือคู่สามีภรรยาไม่สะดวกต่อการย้ายตัวอ่อนในรอบสด สามารถตัดสินใจย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็งได้ (Frozen-thawed ET) โดยไม่มีผลลดอัตราการฝังตัวของตัวอ่อน (Implantation Rate) อัตราการตั้งครรภ์ (Clinical Pregnancy Rate) และอัตราการคลอดมีชีพ (Live Birth Rate) หรือเพิ่มอัตราการแท้ง (Miscarriage Rate)
.
ข้อมูลจาก Society for Assisted Reproductive Technology (SART) รวบรวมข้อมูลในปี 2012
ของการย้ายตัวอ่อนรอบสด และรอบแช่แข็งในไข่ของคู่สามีภรรยา แยก
การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งในสตรีที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ให้ผลดีกว่าการย้ายตัวอ่อนในรอบสด
รวมถึงข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ (Evidence base medicine) ชนิด Systematic review และ Meta-analysis ในสตรีที่มีอายุระหว่าง 27-33 ปี พบว่าการย้ายตัวอ่อนในรอบแช่แข็งให้อัตราการตั้งครรภ์ (Clinical and ongoing Pregnancy Rate) ดีกว่าการย้ายตัวอ่อนในรอบสด 32% และ 31% ตามลำดับ และอัตราการแท้งมีแนวโน้วน้อยกว่าการย้ายรอบสดแต่ยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ1
.
ขั้นตอนกระบวนการการย้ายตัวอ่อนทั้งในรอบสด และรอบแช่แข็งเหมือนกัน
#ต่างกันที่วิธีการเตรียมโพรงมดลูกก่อนการย้าย โดยในการย้ายตัวอ่อนรอบสดนั้น จะย้าย 2-5 วันหลังการเก็บไข่
การย้ายตัวอ่อนเป็นหัตถการที่นุ่มนวลโดยย้ายผ่านสายย้ายตัวอ่อนและใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการกำหนดตำแหน่งที่จะใส่ตัวอ่อน การย้ายตัวอ่อนไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ ภายหลังการย้ายตัวอ่อนจะใช้ฮอร์โมนชนิดโปรเจสเตอโรนธรรมชาติ (Natural Progesterone) เพื่อพยุงการตั้งครรภ์ อาจเป็นชนิดเม็ด ชนิดเจลล์ สอดช่องคลอด รับประทานหรือให้ทั้งสองชนิดร่วมกัน
👉 การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง มีข้อดีดังนี้
🔴 1.ลดความเครียด จากกระบวนการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่ที่ผ่านมา
เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายถูกกระตุ้นและมีปฏิกิริยาตอบโต้เป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาและจิตวิทยาโดยระบบต่อมไร้ท่อที่หลั่งฮอร์โมนและระบบประสาทอัตโนมัติทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั่วร่างกายสรุปได้ว่า‘ความเครียด’เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งที่คุกคามหรือกดดันมักจะมีอาการสั่นหัวใจเต้นเร็วความดันโลหิตสูงขึ้นเหงื่อออกกระสับกระส่ายเป็นต้น ความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจอาจทำให้เกิดโรคหรือความผิดปกติของระบบร่างกายได้ทุกระบบไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินอาหารระบบขับถ่ายระบบหัวใจและหลอดเลือดระบบต่อมไร้ท่อระบบกล้ามเนื้อและกระดูกและระบบสืบพันธุ์
.
ความเครียดเกี่ยวข้องอย่างไรกับฮอร์โมนและภาวะมีบุตรยาก
เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะกดดันหรือมีความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนในกลุ่ม Glucocorticoids เช่น Cortisol และAdrenalineออกมาซึ่งจะมีผลทำให้ร่างกายตื่นตัวหัวใจเต้นเร็วการสูบฉีดโลหิตมากกว่าปกติทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพลังพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการวิ่งหนีอันตรายการยกของหนีไฟ เมื่อฮอร์โมนถูกใช้ไปความกดดันหรือความเครียด
ก็จะหายไป แต่ในความจริงแล้วคนเราส่วนใหญ่เมื่อเกิดความเครียดมักจะเก็บตัวอยู่คนเดียวไม่ทำกิจกรรมใดๆเลยการที่เกิดความเครียดแล้วร่างกายไม่นำฮอร์โมนไปใช้ทำให้ฮอร์โมนสะสมในร่างกายส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ เช่น ปวดหัว เบื่อ เมื่อยล้า ซึมเศร้า ตลอดเวลา เนื่องจากฮอร์โมนจากความเครียดจะรบกวนการทำงาน ของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นจึงส่งผลให้ฝ่ายหญิงประจำเดือนขาดหายไปหรือประจำเดือนผิดปกติ เกิดภาวะไม่ตกไข่ ทำให้ไข่เจริญเติบโตไม่สมบูรณ์และทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวที่มดลูกได้ยากขึ้น ส่วนฝ่ายชายระดับฮอร์โมน Testosterone และจำนวนอสุจิลดต่ำลง มีการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ดังนั้นในช่วงที่มีความเครียดจากชีวิตประจำวันการผลิตอสุจิและการตกไข่จะถูกยับยั้งส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากขึ้นนอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยหลายฉบับเช่น Klonoff-Cohen et al.,2001a ระบุไว้ว่าภาวะเครียดทำให้โอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนลดลงด้วย
🔴 2.มีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่ารอบสดเนื่องจากสภาพร่างกายที่พร้อมกว่า
การศึกษาที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารFertility & Sterilityได้นำเอาการศึกษาเล็กๆที่เคยทำไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ มารวบรวมและเปรียบเทียบผลของการตั้งครรภ์ระหว่างย้ายตัวอ่อนสดกับย้ายตัวอ่อนแข่แข็ง เป็นที่น่าสนใจมากที่ผลการศึกษาออกมาว่าการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งมีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่าการย้ายตัวอ่อนรอบสด ถึง32%
.
ทำไมการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งถึงดีกว่า?
ในรอบการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง จะใช้ฮอร์โมนเพื่อปรับโพรงมดลูกให้เหมาะสมแก่การฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งการใช้ยาฮอร์โมนนี้ทำให้สามารถควบคุมโพรงมดลูกได้แม่นยำกว่ารอบสดที่รังไข่เป็นผู้สร้างฮอร์โมน แต่เนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วจะต้องมีการกระตุ้นรังไข่ให้เกิดฟองไข่มากๆ(controlled ovarian hyperstimulation, COH) รังไข่จึงผลิตฮอร์โมนมากกว่าปกติ มดลูกที่ต้องอาศัยฮอร์โมนจากรังไข่จึงไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวเหมือนรอบการตกไข่ปกติ ส่วนการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง ตัวอ่อนจะต้องผ่านการแช่แข็งและการละลาย ซึ่งตัวที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวมาได้ ก็ต้องเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรง จึงแปลว่าตัวอ่อนที่ย้ายในรอบแช่แข็งอาจจะเป็นตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีกว่า
.
ถ้าอย่างนั้น เราไม่ควรย้ายตัวอ่อนรอบสดอีกต่อไปแล้วหรือ?
คำตอบก็คือไม่ เพราะการตั้งครรภ์เป็นการะบวนการซับซ้อนที่ทุกวันนี้เรายังไม่รู้อย่างกลไลอีกหลายอย่างอย่างถ่องแท้ อาจมีกลไกสำคัญอื่นๆที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ในรอบสดอีกก็ได้ อย่างไรก็ตามในการทำเด็กหลอดแก้วบางรอบ ที่เกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป(OHSS) แพทย์อาจไม่ทำการย้ายตัวอ่อนสดในรอบการกระตุ้นนั้นแล้วเก็บตัวอ่อนไว้ทำในรอบแช่แข็งเท่านั้น จากการศึกษานี้จึงบอกได้ว่า การย้ายตัวอ่อนรอบสดไม่ได้ดีกว่าการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งเสมอไป
🔴 3.เยื่อบุโพรงมดลูกคุณภาพดีกว่า เนื่องจากยากระตุ้นไข่จะทำให้มดลูกบางลง จึงควรเว้นระยะเพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีคุณภาพดีขึ้น
ปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกบางถือเป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งของผู้ที่มีบุตรยาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะทำการย้ายตัวอ่อนไม่ได้หากเยื่อบุโพรงมดลูกยังบางเกินไป เพราะจะทำให้ตัวอ่อนตัวไม่ได้ โอกาสสำเร็จจึงต่ำ ทั้งๆที่บางเคส แพทย์ได้พยายามให้ยาฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกแล้วก็ตาม แต่เยื่อบุโพรงมดลูกนั้นก็ยังบางอยู่
.
แพทย์จะนัดมาการทำอัลตร้าซาวน์ทางช่องคลอด เพราะจะเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าการตรวจผ่านทางหน้าท้อง ในช่วงกลางรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงใกล้ตกไข่
.
โดยความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ควรมี
👉ความหนา 8-10 มิลลิเมตร ขึ้และไม่ควรเกิน 14 มิลลิเมตร
มีลักษณะฟู ไม่หนาทึบ
👉มดลูกเรียงตัว 3 ชั้น Triple line ผิวเรียบ เเละเห็นเส้นกลางชัดเจน
👉มีลักษณะใส เป็นวุ้น
.
การเตรียมผนังมดลูกมี 2 แบบคือแบบรอบธรรมชาติ และแบบใช้ฮอร์โมน
ถ้าไม่ใช้ฮอร์โมน โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็นวิธีการรอบธรรมชาติ คือการให้ไข่โตเอง หรือบางคนอาจกินยากระตุ้นไข่เล็กน้อย พอไข่โตขึ้นจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนจากไข่ที่จะผลิตช่วยเพิ่มความหนาของผนังมดลูก แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผนังมดลูกของแต่ละคนว่าบางมาก หรือบางน้อย บางคนใช้รอบธรรมชาติ มีไข่ตัวเองโอเคหนาดีสวยเลย ไม่ต้องกินยาเสริม ส่วนบางคนที่ไข่มาแล้ว แต่ผนังก็ไม่ดีอยู่ดี จึงต้องทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจนจากข้างนอกอยู่ดี
.
ข้อดีของวิธีการเตรียมแบบธรรมชาติ คือไม่เสียค่าใช้จ่ายเยอะ เพราะไข่ และฮอร์โมนเป็นของเราธรรมชาติ แต่ข้อเสีย คือต้องมีการเจาะเลือด ตรวจติดตามฮอร์โมน อาจไม่เสียค่ายาเตรียมผนังมดลูก แต่ต้องเจาะเลือด แต่ละวิธีจะมีข้อดี และข้อเสียต่างกันไป และยังขึ้นอยู่กับความถนัดของคุณหมอแต่ละคนก็จะแตกต่างกันด้วย
🔴 4. มีเวลาส่งตัวอ่อนคัดโครโมโซม ก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
👉 การคัดโครโมโซมตัวอ่อน
PGS ก็คือ การตรวจดูว่าเซลล์ของตัวอ่อนมีจำนวนโครโมโซมครบและมีความผิดปกติหรือไม่ เป็นการตรวจคัดกรองหาตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมปกติก่อนใส่กลับไปที่โพรงมดลูกของคุณแม่เพื่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ อีกทั้งการตรวจนี้ยังสามารถตรวจดูโครโมโซมเพศของตัวอ่อนได้อีกด้วย
.
โดยปกติโครโมโซมของมนุษย์เราจะมีอยู่ 46 โครโมโซม (23 คู่) แบ่งเป็นโครโมโซมร่างกาย 22 คู่แลโครโมโซมเพศ 1 คู่ ในสตรีที่มีอายุมากประสิทธิภาพการแบ่งตัวของเซลล์จะลดลง และมีอัตราการผลิตไข่ที่มีจำนวนโครโมโซมผิดปกติเพิ่มขึ้น จึงทำให้ประสบปัญหามีบุตรยาก ด้วยร่างกายของเรามีกลไกธรรมชาติเพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของโครโมโซม ตัวอ่อนที่มีความผิดปกติมาก เช่น มีโครโมโซมเกินมาหรือขาดไป หรือทั้งเกินทั้งขาด ส่วนใหญ่จะไม่สามารถเจริญพัฒนาได้จนถึงระยะฝังตัวได้ และถึงแม้จะเจริญจนฝังตัวเข้ากับมดลูกได้ก็ตามมักจะหยุดเจริญในขั้นต่อมา และแท้งไปในที่สุด อย่างไรก็ดีความผิดปกติของโครโมโซมคู่สั้นๆ ก็อาจไม่ทำให้เด็กในครรภ์เสียชีวิต เด็กอาจจะมีการพัฒนาจนคลอดออกมาได้แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็น Down syndrome ซึ่งการตรวจโครโมโซมจึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงส่วนนี้ เมื่อเข้ารับการตรวจแพทย์ก็จะทราบว่าโครโมโซมตัวไหนบ้างที่ผิดปกติ ก็สามารถคัดกรองได้ จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้คู่สมรสที่มีอายุมากและมีบุตรยากมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์สูงขึ้น และช่วยให้เด็กที่จะคลอดออกมาสมบูรณ์ดังที่คิดไว้
.
👉การคัดโครโมโซมเหมาะกับใคร?
• สตรีที่มีอายุ35 ปี และต้องการมีบุตร
• คู่แต่งงานที่มีประวัติการแท้งบุตรหลายครั้งโดยไม่ทราบสามาเหตุ
• คู่แต่งงานที่เคยทำเด็กหลอดแก้วย้ายตัวอ่อน 2 ครั้ง ไม่ประสบผลสำเร็จ
• คู่แต่งงานที่เคยมีประวัติการตั้งครรภ์บุตรหรือเนื้อเยื่อจากการแท้งที่โครโมโซมผิดปกติ
.
ดังนั้น ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและหากต้องการที่จะมีบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรง และได้รับการตรวจแล้วว่าไม่มีโรคทางพันธุกรรม การเข้ารับการตรวจโครโมโซม PGS ก่อนการย้ายตัวอ่อนฝังที่โพรงมดลูก ก็เป็นอีกหนึ่งที่คุณควรจะนำไปพิจารณา อย่างน้อยๆ ก็ทำให้คุณมั่นใจได้มากขึ้นว่า อนาคตของเจ้าตัวน้อยที่กำลังจะเกิดมาจะมีโครโมโซมปกติอย่างที่คุณตั้งใจไว้
.
cr.GFC
Samitivejhospitals
kullapat
phyathai
#ครูก้อย – #BabyandMom.co.th –

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *