📣📣 จริงมั้ย? ผ่าตัด ช็อกโกแลตซีสต์ แล้วจะมีลูกง่ายขึ้น

📣📣 จริงมั้ย? ผ่าตัด ช็อกโกแลตซีสต์ แล้วจะมีลูกง่ายขึ้น
.
โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่หรือช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร?
ปกติแล้วเยื่อบุมดลูกของเราควรอยู่ภายในมดลูก แต่กลับไปเจริญอยู่ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น รังไข่ เอ็นยืดมดลูก ผนังช่องท้องหรือลำไส้ เนื่องจากเซลล์เหล่านี้เป็นเซลล์ที่มีชีวิต สามารถเจริญเติบโตได้จากการได้รับฮอร์โมนในร่างกายมากระตุ้น โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงหรือที่เราต่างรู้จักกันดีในชื่อของ ฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเมื่อเริ่มแรกที่มีการเกาะหรือฝังตัวของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกตามที่ต่าง ๆ เซลล์ เหล่านี้จะมีขนาดเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลคล้ายจุดห้อเลือด ในแต่ละเดือนก็จะโตขึ้นและกลายเป็นถุงน้ำ ซึ่งภายในบรรจุด้วยของเหลวซึ่งก็คือเลือดนั่นเอง เมื่อมีการสะสมของเลือดนาน ๆ สีเลือดจึงเปลี่ยนเป็นสีเข้ม และน้ำบางส่วนในก้อนถูกดูดกลับ จึงทำให้เกิดลักษณะของเหลวสีน้ำตาลเข้ม และข้น คล้ายสีและลักษณะของช็อกโกแลต จึงเป็นที่มาของชื่อ ช็อกโกแลตซีสต์นั่นเอง
.
เรียกได้ว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกับโรคนี้ โดยพบว่าร้อยละ 10-20 ในกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีประจำเดือน และพบบ่อยขึ้นร้อยละ 30-40 ในกลุ่มที่มีภาวะมีบุตรยาก ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่แต่งงานและมีเพศสัมพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ ในระยะ 1 ปี ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ โรคนี้ที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการวินิจฉัยที่เร็วและแม่นยำขึ้น เช่น การตรวจอัลตร้าซาวด์ และคนไข้ส่วนที่เคยคิดว่าการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ ตื่นตัวมารับการตรวจมากขึ้น
.
อะไรคือปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคนี้?
พบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่หรือช็อกโกแลตซีสต์นั้นได้แก่ พันธุกรรม หรือกลุ่มที่เกิดจากการทำงานของรังไข่มากเช่น กลุ่มที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย มีรอบเดือนสั้น หรือมีปัจจัยขัดขวางการไหลของประจำเดือน เช่น มีการปิดของเยื่อพรหมจรรย์ เลือดประจำเดือนไหลออกทางช่องคลอดไม่ได้ เลือดจึงไหลกลับเข้าช่องท้องมากขึ้น
.
อาการของโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
1.ปวดท้องประจำเดือน โดยมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนปวดประจำเดือนทั่ว ๆ ไป และจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุก ๆ เดือน เช่น เคยปวดและหายโดยไม่ต้องทานยาจนต้องทานยา หรือเคยใช้ยากินแต่กลับต้องเปลี่ยนเป็นยาฉีดแก้ปวด
2.ปวดหรือเจ็บลึก ๆ ที่ช่องคลอดหรือท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธุ์ เนื่องจากพังพืดจากตัวโรค ยึดมดลูกไว้ ทำให้มดลูกไม่สามารถเคลื่อนไปมาได้อิสระ โดยเฉพาะพังพืดบริเวณเอ็นยึดมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดเวลามีแรงกระแทกที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธุ์
3.ภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากโรคนี้มักพบถุงน้ำบริเวณรังไข่ ทำให้ประสิทธิภาพในการตกไข่เสียไป หรือเกิดพังผืดบริเวณท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ทำให้ไข่ไม่สามารถ เกิดการปฏิสนธิ หรือเดินทางมาฝังตัวที่มดลูกได้
.
ไม่ต้องกังวลไปนะคะ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่พบว่าตัวเองเป็นช็อกโกแลตซีสต์ เพราะโอกาสที่จะท้องนั้นมีเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ก็มีบ้างร้อยละ 30-40 ในกลุ่มที่มีภาวะมีบุตรยาก ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่แต่งงานและมีเพศสัมพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ ในระยะ 1 ปี ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เช่นกัน
.
และถ้าหากคุณเป็นคนแม่ที่เป็นช็อกโกแลตซีสต์แล้วตั้งครรภ์ ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ โรคดังกล่าวจะดีขึ้นเอง เนื่องจากตลอดการตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ซึ่งจะไปต้านการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ช็อกโกแลตซีสต์ฝ่อเล็กลง หรือหายไปในระหว่างตั้งครรภ์ โดยคุณหมอจะคอยติดตามอาการ และขนาดของก้อนถุงน้ำจากการตรวจอัลตร้าซาวด์เป็นระยะ ๆ โดยถ้าก้อนขนาดเท่าเดิม หรือเล็กลง ก็จะติดตามขนาดของก้อนถุงน้ำต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบว่าก้อนยุบลง หรือหายไปได้เอง แต่ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือโตเร็ว ก็อาจพิจารณาเรื่องของการผ่าตัดเป็นราย ๆ ไป เพื่อป้องกันการแตกของก้อนกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่มากกว่า 5 เซนติเมตร หรือสงสัยว่าเป็นเนื้องอกชนิดลุกลามในกรณีที่พบว่าก้อนโตเร็ว ซึ่งพบได้น้อยมาก
.
ดังนั้น หากพบว่าตัวเองเป็นโรคดังกล่าว ให้รีบทำการรักษานะคะ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้โอกาสที่จะอยู่ในภาวะของการมีบุตรยากก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกันค่ะ
.
หากคุณผู้หญิงเพิ่งผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์ออกไป จะช่วยให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น ในระยะเวลา 6เดือน – 1 ปีแรก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองเลยทีเดียว ดังนั้นอย่าลืมทำร่างกายให้แข็งแรง เพื่อช่วยให้มีเบบี๋ได้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ
#ครูก้อย -BabyandMom.co.th –

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *