สวัสดีค่ะแม่ๆทุกคน ครูก้อย..นัชชา ลอยชูศักดิ์ หลายคนยังไม่รู้จักตัวตนของก้อย ก้อยเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เริ่มจะปล่อยมีน้องตอนอายุ 34 ปี เพิ่งรู้ว่าตัวเองเข้าข่ายผู้ที่มีบุตรยาก และหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของอาหารการกินและการเตรียมตัวที่ดีในการที่จะตั้งครรภ์…อีกครั้งและต้องเป็นครรภ์ที่สมบูรณ์

ครูก้อยได้สร้างเพจ “เบบี้แอนด์มัม” (BabyAndMom.co.th) ขึ้นมาเพราะตัวเองเป็นคนที่มีลูกยากและพยายามศึกษาหาหนทางทุกอย่างที่จะมีลูก เริ่มตั้งแต่วิธีกระบวนการทางธรรมชาติจนกระทั่งอาศัยวิธีเทคนิคทางการแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์ ผ่านมาแล้วทุกขั้นตั้งแต่…
1. กินยากระตุ้นไข่แล้วบังคับให้ไข่ตก
2. IUI ฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก
3. เด็กหลอดแก้ว ( ICSI + คัดโครโมโซม)

สำเร็จในวิธีที่ 3 แต่กว่าจะถึงวันนี้ได้ มันไม่ได้ง่ายเลย ครูก้อยผ่านภาวะ OHSS ในการกระตุ้นไข่รอบแรก จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องระงับการให้ยาฉีดกระตุ้น เนื่องจากเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป จนมีไข่เติบโตมากเกิน 20 ใบ ทำให้ท้องอืดตาพร่าเวียนหัว หายใจไม่ออก มีน้ำอยู่ในช่องท้อง หมอจึงลดโดสยาและระงับการฉีดยากระตุ้นไข่ในรอบนั้น ทำให้ไข่ของครูก้อย 20 ใบ เสียหายหมด กลายเป็นไข่ที่ไม่มีนิวเคลียส (ภาวะ Empty Follcle Syndrome) ซึ่งพบได้ในผู้หญิงเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่เข้ารับการทำเด็กหลอดแก้ว ครูก้อยเหลือไข่เพียงแค่ 3 ใบเท่านั้นที่มีนิวเคลียส แต่เมื่อปฏิสนธิ ก็ได้เป็นตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ 2 ตัว ใส่ตัวอ่อนรอบแรกไปก็ไม่ติด ไม่ท้อแท้ พักร่างกาย 6 เดือน บำรุงอาหารการกิน บำรุงไข่ เตรียมผนังมดลูก ทานอาหารที่ปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ออกกำลังกายด้วยการเดิน และโยคะ แล้วไปทำ ICSI รอบ 2  รอบนี้เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ทุกอย่างดีงามตามเกณฑ์ ได้เป็นคุณแม่ มีน้องเมดามาเติมเต็มในชีวิตสมใจ แต่เมื่อตั้งครรภ์ไปแล้ว 4 เดือนก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเย็บปากมดลูกเนื่องจากตัวครูก้อยนั้นมีภาวะคอมดลูกสั้นกว่าปกตินิดหน่อย คอมดลูกต้องไม่สั้นกว่า 3 cm ของครูก้อย 2.82 cm คุณหมอเกรงจะคลอดก่อนกำหนดได้จึงเย็บปากมดลูกป้องกันเอาไว้ 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าก้อยนั้นเป็นข้าราชการครู สอนวิชาฟิสิกส์  สมัยเรียนมหาลัย ก็เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ แต่ก็มีโอกาสที่จะได้เรียนวิชาชีวะวิทยาด้วย ดังนั้นจึงมีความรู้เกี่ยวกับชีวะวิทยามาพอสมควร

ครูก้อยจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการเรียนแผนวิทย์ฯ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เรียนชั้นประถมจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 นั้นก้อยได้เกรดเฉลี่ย 4.00 มาโดยตลอด
พูดง่ายๆว่าเป็นเด็กที่เรียนดี และตั้งใจเรียนมากๆ จบ ม.6 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.85 ชอบวิชาฟิสิกส์มาก เลือกที่จะเป็นคุณครู เลยสอบทุน สควค. (โครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) ซึ่งเป็นทุนของ สสวท. สอบได้เป็นลำดับที่ 11 ของประเทศ ได้เป็นนักเรียนทุน โดยไม่ผ่านการเอนทรานซ์ 

ก้อยเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จบมาก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์เลยค่ะ
เราก็ไปศึกษาต่อในระดับปีที่ 5  ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร อีก 1 ปี จึงกลับเข้ามาบรรจุเป็นข้าราชการครูสอนวิชาฟิสิกส์ที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช อีกครั้งทำงาน 2 ปี ก็ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาฟิสิกส์ อีกเช่นเคย รวมระยะเวลา รับทุน 8 ปี 

ระหว่างที่ทำงานก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องของครอบครัวหรือการวางแผนตั้งครรภ์เลย จนกระทั่งมาพบรักและแต่งงานกับสามี “คุณเจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์” ตอนนั้นอายุก็ปาไป 32 ปีแล้ว

บอกตรงตรงว่าเป็นครูสอนฟิสิกส์คร่ำหวอดเฉพาะฟิสิกส์ที่เป็นสมการและตัวเลข ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวข้องกับชีววิทยาหรือเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆที่จะทำให้ท้องเลย เพราะไม่ได้มีความสนใจในเรื่องนั้น เมื่อแต่งงานแล้วก็ยังคงเป็นครูอยู่ ใช้ชีวิตคู่แบบไปๆมาๆ กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช ไม่ได้คิดอยากจะมีลูกในปีนั้น เพราะเพิ่งแต่งงานกันมาไม่ถึงปี ยังอยากใช้ชีวิตสามีภรรยากันก่อน 

อายุล่วงเลยไปจนถึง 33 ปี สามีเป็นคนที่เอ่ยปากบอกว่าอยากที่จะมีลูกแล้ว

ส่วนตัวก้อยเองคิดว่าอยากมีตอนไหนก็คงมีได้ เพราะไม่เคยคิดเลยว่าการมีลูกมันจะแสนยากเย็นสำหรับเรา จึงตัดสินใจลาออกมาอยู่กับสามีที่กรุงเทพเพื่อตั้งใจจะมีลูกด้วยกัน เราไปพบคุณหมอเพื่อวางแผนมีบุตรโดยการเลือก package ตรวจสุขภาพสำหรับคนที่วางแผนมีลูกทั้งฝั่งสามีและภรรยาเมื่อเดือนธันวาคมปีพุทธศักราช 2559 เราตรวจทุกอย่างในโปรแกรมนั้นทุกอย่างเป็นปกติ

ฝ่ายผู้หญิงมีการตรวจเม็ดเลือด ตรวจมดลูก คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจพาหะธาลัสซีเมีย ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน ตรวจโรคท็อกโซพลาสโมซีสหรือโรคขี้แมว เนื่องจากตัวก้อยเองเป็นคนที่เลี้ยงแมวหรือสัมผัสกับแมวมาโดยตลอด ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายมากหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ส่วนฝั่งสามีก็มีการตรวจเพิ่มเติมในเรื่องของ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส นอกนั้นก็ตรวจเช่นเดียวกับภรรยา

นอกเหนือจากโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับมีบุตรแล้วเราก็ยังตรวจสุขภาพทั่วไปเช่นระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอลค่าตับ ค่าไตทุกอย่าง ผลปรากฎมาก็คือปกติหมด คุณหมอเลยให้ตัวก้อยเริ่มทานโฟลิกก่อนที่จะปล่อยท้องอย่างน้อยสามเดือน ก้อยเริ่มทานโฟลิกตัวธรรมดาที่สุด ซื้อที่ร้านขายยาทั่วไปวันละ 1 เม็ด แค่นั้นจริงๆไม่ทานอาหารเสริมใดๆ แล้วก็กินอาหารไม่ได้ควบคุมด้วย ยังคงทานของหวาน ทานขนม ชาไข่มุก เป็นปกติ เวลาผ่านไปประมาณสองเดือนเราไปเที่ยวกันที่ยุโรปในวันครบรอบแต่งงานผลปรากฎว่ากลับมาจากยุโรปนั้นก้อยท้อง มารู้เอาตอนที่ท้อง 5 week คือประจำเดือนขาดไปแล้วหนึ่งสัปดาห์

ก่อนท้องก็ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะท้องเพราะยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยยังคงวิ่งออกกำลังกาย กระโดดออกกำลังกายในช่วงนั้น และไม่ได้ศึกษาหาความรู้อะไรเลยในการท้องแรก เมื่อไปฝากครรภ์คุณหมอก็ยังคงให้ทานโฟลิกต่อไป เราผ่านทุกวันในช่วงระยะเวอย่างมีความสุข เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน น้องมาไวมากๆ ก้อยไม่ค่อยมีอาการแพ้ท้องมากมายไม่อ้วก แต่ก็มีง่วงมีเพลีย บางครั้งรู้สึกร้อนตัวมากๆ ถึงขั้นเลือดกำเดาไหลเลยก็มี…จนกระทั่งวันหนึ่ง…

เวลาผ่านไปประมาณ 8 สัปดาห์ หรือประมาณสองเดือน คุณหมอนัดอันตร้าซาวด์อีกครั้งหนึ่งเห็นถุงตั้งครรภ์และเห็นลูกน้อยของเรา มีลักษณะเป็นตัวเล็กๆ ค้ายจิ้งจก ยังมองไม่ออกว่าเป็นมนุษย์ วันนั้นรู้สึกดีใจมากที่เห็นลูกนอนอยู่ในท้อง คุณหมอวัดขนาดความยาวและความกว้างของตัวอ่อนรวมทั้งวัดขนาดของถุงตั้งครรภ์ด้วย เราไม่มีความรู้เลยว่าตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์หรือสองเดือน เด็กควรจะมีขนาดเท่าไหร่หรือมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

แต่คุณหมอพูดออกมาคำนึงว่ายังไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจ และทำหน้าเหมือนกับกังวลสงสัย ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้คิดอะไรก็เลยถามคุณหมอไปว่าเห็นหัวใจหรือยังคะ หมอบอกว่ายังไม่เห็นหัวใจ อีกสองสัปดาห์ให้มาอันตร้าซาวด์อีกครั้งหนึ่ง บางทีเราอาจจะนับวันที่มีประจำเดือนผิดหรือไข่อาจจะตกช้าก็ได้ เลยทำให้อายุครรภ์ที่เราประเมินผิดพลาด ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรก็ยิ้มกลับบ้าน กลับไปพร้อมภาพลูก ได้เห็นลูกครั้งแรกที่เป็นการอัลตาซาวด์

แต่ก็เริ่มสงสัยในปฏิกิริยาของคุณหมอที่พูดคำนึงว่าหมอยังกังวล ค่อยมาตรวจอีกทีในอีกสองสัปดาห์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ก้อยเริ่มค้นหาข้อมูลว่าเด็กที่อยู่ในครรภ์สองสัปดาห์ควรจะมีพัฒนาการอย่างไร จึงรู้ว่าเขาไม่ควรที่จะมีขนาดตัวเล็กเท่ากับขนาดตัวที่หมอวัดได้ในครั้งนี้ รูปร่างเค้าผิดเพี้ยน และเขาควรจะมีหัวใจเต้นแล้วใน 8 สัปดาห์…ทำให้ก้อยเกิดความกังวลในความปลอดภัยของลูกมากๆ ผ่านไป2-3 วัน อาการแพ้ท้องของก้อยเริ่มหายไป ก้อยเริ่มไม่เจ็บเต้านมเหมือนเดิม เมื่อก่อนหน้าอกจะตึงมาก เจ็บมากและจับไม่ได้เลยไม่อยากที่จะใส่ชุดชั้นในเลยก็ว่าได้ เพราะหน้าอกขยายใหญ่ขึ้นชัดเจนมาก รู้สึกว่าง่วงนอนอยู่ตลอด เวลาทำอะไรนิดนิดหน่อยหน่อยก็เหนื่อย เมื่อก่อนตื่นวิ่งวันละ 5-6 กิโลเมตรทุกวัน จนกระทั่งอาการเหล่านี้หายไป ไม่ง่วงนอน ไม่เพลีย ไม่เวียนหัว และหน้าอกเริ่มนิ่มลงเลยนึกถึงคำที่หมอพูดคำหนึ่งว่า “ไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดอาการสัญญาณของการตั้งครรภ์ยังมี” และตอนนี้อาการเริ่มหายแล้ว ก้อยจึงคิดว่าลูกเราน่าจะเป็นอะไรหรือเปล่าแต่ก็ไม่อยากคิดอะไรมากไป จึงตัดสินใจบินกลับบ้านไปที่นครศรีธรรมราชเพื่อไปพักผ่อนเมื่อกลับไปบ้านได้ 1 วัน สังเกตเห็นเลือดติดที่กางเกงชั้นใน ขนาดเหรียญบาท เป็นเลือดสีน้ำตาลมีมูกๆออกมาด้วย รู้สึกใจไม่ดีเลยสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต บ้างก็บอกว่าเป็นเลือดล้างหน้าเด็กซึ่งเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนในช่วง 1-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ บ้างก็บอกว่าเป็นสัญญาณไม่ดีอาจเป็นสัญญาณของการแท้ง

วันรุ่งขึ้นจึงให้คุณพ่อพาไปหาหมอคุณหมอที่นครศรีธรรมอราช ทำการอันตร้าซาวด์ผ่านช่องคลอด ยังพบถุงตั้งครรภ์และยังมีลูกนอนอยู่ในถุงตั้งครรภ์ แต่คุณหมอบอกว่าเริ่มมีเลือดซึมออกมาในมดลูกแล้วแต่ปากมดลูกยังไม่เปิด คุณหมอขอดูฟิล์มเดิมที่เคยอัลตร้าซาวมาก่อนหน้านี้แล้วนำมาเทียบกันผลกัน ปรากฏว่าขนาดของเด็กเล็กลงกว่าเดิม นั่นคือมีการฝ่อตัวลง คุณหมอแจ้งว่ากำลังจะแท้ง!! ตอนนั้นก็งงมาก ว่าเราจะแท้งได้อย่างไรยังไม่เห็นมีอาการปวดท้องหรือมีเลือดอะไรออกมาเหมือนในทีวี หรือในหนังเลย คุณหมอบอกว่าให้เตรียมตัวสอดยาและขูดมดลูกในวันนี้เลย

ตอนนั้นก้อยไม่เชื่อ เลยบินกลับกรุงเทพในเย็นนั้นเพื่อจะไปพบคุณหมอที่เราฝากครรภ์ตั้งแต่ต้น เมื่อไปถึงบ้านได้สักพักนอนพักผ่อนก็ลุกเข้าห้องน้ำคืนนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นผลปรากฏว่ามีถุงตั้งครรภ์หลุดพลวดออกมาตกลงไปในชักโครกพร้อมกับเลือดเต็มไปหมด ก้อยรู้เลยว่าทุกอย่างมันจบแล้ว เพราะมันมีถุงออกมาขนาดเล็กกว่ากำมือหลุดออกมาด้วย คืนนั้นนอนร้องไห้เสียใจทั้งคืน สามีนอนกอดแล้วปลอบใจว่าไม่เป็นไรนะเรามีใหม่กันก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร..

ตอนเช้าจึงรีบไปหาคุณหมอ ตอนนั้นเลือดออกเยอะมาก เหมือนกับมีประจำเดือนแต่เยอะกว่าและปวดท้องเหมือนปวดประจำเดือนหนักๆ ก็ใส่ผ้าอนามัยไว้ ไปคุณหมอก็อันตร้าซาวด์ทางช่องคลอดผ่านเลือดสดๆ เพื่อดูถุงตั้งครรภ์ปรากฏว่า…”ไม่พบถุงตั้งครรภ์แล้ว” นั้นก็แสดงว่าถุงตั้งครรภ์ได้หลุดออกมาตอนที่ก้อยเข้าห้องน้ำเมื่อคืนจริงๆ และหมออันตร้าซาวด์ดู มดลูกเกลี้ยงดูดี จึงไม่ต้องขูดมดลูก แต่ให้ยาบีบมดลูกมาทานเพื่อทยอยขับเลือดที่คั่งค้างให้ออกให้หมด  คุณหมอนัดอีก 3 วันมาอันตร้าซาวด์อีกครั้งเพื่อดูความเกลี้ยงของมดลูก ปรากฏว่าเกลี้ยงหมดแล้วถือเป็นการแท้งครบ หรือแท้งสมบูรณ์

ก้อยถามคุณหมอว่าทำไมก้อยถึงแท้งหมอบอกว่าทุกๆการตั้งครรภ์มีโอกาสแท้งได้ 15% ในช่วงไตรมาสแรกถือเป็นเรื่องธรรม ชาติอาจจะเกิดมาจากความผิดปกติของโครโมโซมตั้งแต่แรกเริ่มการปฏิสนธิหรืออาจจะมาจากการที่รกไม่พัฒนาต่อก็เป็นได้
เนื่องจากว่าตอนอายุครรภ์ 2 เดือนแล้วไม่พบหัวใจน่าจะมาจากความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งมาจากไข่ที่ไม่สมบูรณ์หรืออสุจิที่ไม่สมบูรณ์มาเจอกันในรอบนั้น เป็นเรื่องปกติไม่ต้องเสียใจให้กลับบ้านไปพักผ่อนรอให้เลือดหยุดหมดแล้วมาอัลตร้าซาวด์ดูตามผลกันอีกครั้ง ในช่วงนี้ให้งดมีเพศสัมพันธ์และห้ามตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนนี้ รอให้มีประจำเดือนมาล้างมดลูกอย่างน้อย 2-3 รอบก่อน แล้วค่อยปล่อยใหม่…

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ก้อยหันมาค้นคว้าศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์อย่างจริงจังเป็นเพราะเราได้สูญเสียลูกคนแรกไปตอนอายุครรภ์ประมาณ 11 สัปดาห์ มันเป็นความเสียใจที่ยากจะบรรยาย เหมือนคนที่อกหักโดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน เพราะหัวใจทั้งหมดความรักทั้งหมดเราได้ถ่ายเทไปให้เขาแล้วและเขาเป็นสิ่งที่เรารอคอยที่จะเติมคำว่าครอบครัว

กระบวนการบำรุงไข่จึงเริ่มขึ้นเมื่อทราบว่าตัวเองนั้นมีภาวะ PCOS หรือภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังมีลักษณะไข่ใบเล็กไม่สมบูรณ์ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราท้องแล้วแท้งมันก็มาจากวัตถุดิบที่ไม่สมบูรณ์นั่นเอง

ครูก้อยขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่อยากมีลูก ใครที่ท้อแท้และเหนื่อยเหลือเกินอยู่ตอนนี้ ให้ดูครูก้อย…ครูก้อยทำได้เราทำได้

ไข่คือวัตถุดิบที่จะกลายไปเป็นลูกของเรา หน้าที่ของเราที่ทำได้คือบำรุงไข่ให้สมบูรณ์ ส่วนหน้าที่ทางการแพทย์ให้ไว้วางใจคุณหมอ เราทานอาหารบำรุงไข่ งดหวานจริงจัง เตรียมผนังมดลูกให้พร้อม แล้วเราจะท้องเป็นการท้องที่สมบูรณ์ครบ 9 เดือน